Get Adobe Flash player
» ยาน่ารู้ » Zometa
TGCS Newsletter
สมัครรับข่าวสารจากสมาคม เพียงกรอกอีเมลของท่าน



TGCS Poll
ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ รูปแบบใหม่ของเว็บไซต์สมาคม

ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรุง
แย่

TGCS Song
เพลงสมาคม



ยาน่ารู้
Written by Webmaster @ TGCSThai
18 สิงหาคม 2552 17:02:08
Share on Twitter Share  Share on Google+ Share



Zometa


ข้อมูลยา Zometa

1. ชื่อการค้า (Trade name) : Zometa

2. ชื่อสามัญ (Generic name) : Zoledronic Acid

3. ชื่อบริษัทผู้ผลิตและประเทศผู้ผลิต : Novartis Pharma Ltd., Basle, Switzerland

4. ชื่อตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย : Zuellig Pharma Ltd.

5. ลักษณะยา (Product Description)

  1. Classification (จำพวกยา) bone calcium regulation, bone resorption inhibitor
  2.  Product characteristic
    1. สีใส 
    2. รูปร่าง : ไม่มีข้อมูล
    3. รหัสหรือตัวอักษรบนเม็ดยา : ไม่มีข้อมูล
    4. การบรรจุ : บรรจุในหลอด
  3. Composition (ส่วนประกอบทางเคมี) : 1 vial ประกอบด้วย Zoledronic Acid 4 ม.ก.
  4. Dosage form (รูปแบบ) : เป็นสารละลาย สำหรับหยดเข้าหลอดเลือดดำ
  5. สถานะของยา : ยาไม่ต้องติดตาม
  6. ประเภทของยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ : ยานอกบัญชียาหลัก
  7. อายุของผลิตภัณฑ์ (shelf life) : ดูได้จาก “ EXP “  ที่กล่องบรรจุภัณฑ์
  8. การเก็บรักษายา

เก็บในอุณหภูมิห้อง ยาที่ผสมแล้วต้องใช้ในหมดภายใน 24 ชม.ไม่ควรเก็บยาในอุณหภูมิสูงกว่า 30 ซ 
ผลิตภัณฑ์ยา Zometa ไม่ควรใช้หลังจากวันหมดอายุ  โดยดูได้จาก “ EXP “  ที่กล่องบรรจุภัณฑ์
สารละลายยา Zometa มีความคงตัวนาน 24 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส หลังจากเจือจางด้วยสารละลายน้ำเกลือ 0.9% โดยน้ำหนักต่อปริมาตร หรือสารละลายกลูโคส 5% โดยน้ำหนักต่อปริมาตร 100 มิลลิลิตร

หลังจากการเจือจางโดยวิธีปราศจากเชื้อแล้ว ควรใช้สารละลายที่เจือจางได้นั้นทันที ถ้าไม่ใช้ทันที ระยะเวลาและสภาวะในการเก็บรักษาควรอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ให้ยา ระยะเวลาทั้งหมดในการทำให้เจือจาง การเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส และการให้ยาจนเสร็จสิ้นต้องไม่เกิน 24 ชั่วโมง

6. คุณสมบัติทางเภสัชวิทยาคลินิก (clinical pharmacology)

    6.2 คุณสมบัติทางเภสัชพลศาสตร์ (pharmacodynamic properties)

    ยา zoledronic acid เป็นยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนทชนิดใหม่ที่มีฤทธิ์แรง ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อกระดูก เป็นยาที่ยับยั้ง osteoclastic bone resorption ที่แรงที่สุดในปัจจุบัน 

    ความเจาะจงของยาบิสฟอสโฟเนทในการเลือกจับกับกระดูกขึ้นกับความสามารถในการจับกับเนื้อกระดูก  แต่กลไกการออกฤทธิ์ในระดับโมเลกุล ในการยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูกยังไม่ชัดเจน  การศึกษาเป็นระยะเวลานานในสัตว์ทดลองพบว่า zoledronic  acid  ยับยั้งการสลายของกระดูกโดยปราศจากผลกระทบต่อการสร้างกระดูก การสะสมแร่ธาตุในกระดูกหรือคุณสมบัติในการทำงานของกระดูก

    Zoledronic acid นอกจากจะเป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้ง bone resorption อย่างแรงแล้ว ยังมีคุณสมบัติเป็น anti-tumour ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรักษา metastatic bone disease คุณสมบัติที่ว่าแสดงในขั้นก่อนคลินิกดังนี้
  • In vivo : มีฤทธิ์ยับยั้ง osteoclastic bone resorption ซึ่งเปลี่ยนสภาพแวดล้อมของไขกระดูกมีผลทำให้ลดการเกิด tumour cell growth, anti-angiogenic activity และ anti-pain activity
  • In vitro : มีฤทธิ์ยับยั้ง osteoblast proliferation, direct cytostatic และ pro-apoptotic activity ของเซลล์เนื้องอก เสริมฤทธิ์ยารักษามะเร็งตัวอื่นๆ ในการเกิด cytostatic effect มีฤทธิ์ในการเกิด anti-adhesion /invasion

ผลการทดลองทางคลินิกในการรักษาผู้ป่วยที่มี bone metastases ที่เกิด osteolytic, osteoblastic หรือที่เกิดทั้ง 2 อย่างร่วมกัน และผู้ป่วย multiple myeloma ที่เกิด osteolytic lesions ซึ่งได้รับการรักษาด้วยยารักษามะเร็งมาตรฐานร่วมด้วย

เมื่อเปรียบเทียบการได้รับยา Zometa 4 มก. ในผู้ป่วยชาย 214 ราย กับการได้รับยาหลอกในผู้ป่วย 208 ราย สำหรับการป้องกันการเกิด Skeletal Related Events (SREs) ในผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก ปรากฏว่า Zometa 4 มก. ให้ผลดีกว่ายาหลอกอย่างมีนัยสำคัญในแง่ของ

  • ผู้ป่วยที่เกิด SRE อย่างน้อย 1 อย่าง (Zometa 4 มก. พบ 33% ยาหลอกพบ 44% ค่า p = 0.021)
  • ค่ากลางของเวลา (median time) ที่เกิด SRE ครั้งแรก (ยาหลอก 321 วัน ส่วน Zometa 4 มก. วัดค่ากลางไม่ได้ เนื่องจากอาจเกิด SRE หลังจากระยะเวลาในการศึกษา ค่า p = 0.11)
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยา Zometa จะเกิดอาการจากโรคกระดูกแตกหักน้อยรายมาก (พบ 13.1% ส่วนยาหลอกพบ 22.1% ค่า p = 0.015)

ผลของประสิทธิภาพยาแสดงในตารางที่ 2
นอกจากนั้น Zometa สามารถลดจำนวนและยืดเวลาการเกิด SRE ได้มากกว่า 2 เดือน ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ และมี osteolytic หรือ mixed bone metastases ซึ่งมีค่ากลางของอัตราการรอดเพียง 6 เดือน (ผู้ป่วย Non Small Cell Lung Cancer, NSCLC 134 ราย และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ 123 ราย ที่รักษาด้วย Zometa เทียบกับผู้ป่วย NSCLC 130 ราย และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่รักษาด้วยยาหลอก 120 ราย)

ในระหว่างทำการศึกษา (9 เดือน) พบ 33% ของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ ที่รักษาด้วย Zometa จะเกิด SRE (+HCM) อย่างน้อย 1 อย่าง เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก (PL) พบ 46% คิดค่า p = 0.047
เมื่อรวมทั้ง 2 กลุ่มคือ กลุ่ม NSCLC และมะเร็งชนิดอื่นๆ จะพบว่าในระหว่างทำการศึกษา พบ 38% ของผู้ป่วยที่รักษาด้วย Zometa จะเกิด SRE (+HCM) อย่างน้อย 1 อย่าง เมื่อเทียบกับกลุ่มยาหลอก (PL) พบ 47% คิดค่า p = 0.039

เมื่อเทียบทั้ง 2 กลุ่ม โดยหักอาการภาวะแคลเซียมในเลือดสูงออก (-HCM) ผลปรากฏว่า Zometa ยังคงมีแนวโน้มจะใช้ได้ดีกว่า ผลของประสิทธิภาพยาโดยรวม แสดงในตารางที่ 3

ตารางที่ 2 ผลของประสิทธิภาพยา (ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากที่ได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน)

 

SRE (-HCM)

การแตกหักของกระดูก* การฉายรังสีกระดูก

 

Zometa
4 มก.

ยาหลอก

Zometa
4 มก.

ยาหลอก

Zometa
4 มก.

ยาหลอก

จำนวน

214

208

214

208

214

208

สัดส่วนของผู้ป่วย
ที่เกิด SREs (%)

33

44

13

22

23

29

ค่า p

0.021

0.015

0.136

ค่าเฉลี่ยของอัตราการเกิด Skeletal morbidity
(จำนวน SRE ต่อปี)

0.8

1.5

0.22

0.45

0.44

0.88

ค่า p

0.006

0.009

0.084

ค่ากลางของเวลาที่เกิด SRE (วัน)

วัดค่ากลางไม่ได้**

321

วัดค่ากลางไม่ได้**

วัดค่ากลางไม่ได้**

วัดค่ากลางไม่ได้**

วัดค่ากลางไม่ได้**

ค่า p

0.011

0.011

0.081

 * รวมถึง การแตกหักของ vertebral และ non-vertebral
** NR = วัดค่ากลางของเวลาที่เกิด SRE ไม่ได้ เนื่องจากอาจเกิด SRE หลังจากระยะเวลาการศึกษา (not reached)
ตารางที่ 3 ผลของประสิทธิภาพยา (ในกลุ่มผู้ป่วย NSCLC และผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ )

 

SRE (-HCM)

การแตกหักของกระดูก* การฉายรังสีกระดูก

 

Zometa
4 มก.

ยาหลอก

Zometa
4 มก.

ยาหลอก

Zometa
4 มก.

ยาหลอก

จำนวน

257

250

257

250

257

250

สัดส่วนของผู้ป่วย
ที่เกิด SREs (%)

38

44

16

21

27

32

ค่า p

0.127

0.102

0.169

ค่าเฉลี่ยของอัตราการเกิด Skeletal morbidity
(จำนวน SRE ต่อปี)

2.25

2.55

0.43

0.66

1.8

1.9

ค่า p

0.069

0.113

0.118

ค่ากลางของเวลาที่เกิด SRE (วัน)

230

163

วัดค่ากลางไม่ได้**

วัดค่ากลางไม่ได้**

314

272

ค่า p

0.023

0.031

0.051

  * รวมถึง การแตกหักของ vertebral และ non-vertebral
** NR = วัดค่ากลางของเวลาที่เกิด SRE ไม่ได้ เนื่องจากอาจเกิด SRE หลังจากระยะเวลาการศึกษา (not reached)

ยิ่งไปกว่านั้น ในการทดลองทางคลินิกขั้นที่ 3 แบบ randomized double-blind เปรียบเทียบประสิทธิภาพของยา Zometa 4 มก. กับยา pamidronate 90 มก. ในผู้ป่วยที่เป็น multiple myeloma หรือมะเร็งเต้านมที่มี bone lesion อย่างน้อย 1 lesion จำนวน 1,122 ราย (มี 564 รายได้รับ Zometa 4 มก., 558 ราย ได้รับ pamidronate 90 มก.) โดยที่ผู้ป่วยได้รับยา Zometa 4 มก. หยดเข้าหลอดเลือดดำนาน 15 นาที หรือได้รับยา pamidronate 90 มก. หยดเข้าหลอดเลือดดำนาน 2 ชม. ทุกๆ 3-4 สัปดาห์ ผลปรากฎว่า Zometa 4 มก. ให้ผลในการรักษาเทียบเท่าผู้ป่วยที่ได้รับยา pamidronate 90 มก. ผลของประสิทธิภาพยา แสดงในตารางที่ 4
ตารางที่ 4 ผลของประสิทธิภาพยา (ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งเต้านมและผู้ป่วยที่เป็น multiple myeloma)

 

SRE (-HCM)

การแตกหักของกระดูก* การฉายรังสีกระดูก

 

Zometa
4 มก.

Pamidronate 90 มก.

Zometa
4 มก.

Pamidronate 90 มก.

Zometa
4 มก.

Pamidronate 90 มก.

จำนวน

561

555

561

555

561

555

สัดส่วนของผู้ป่วย
ที่เกิด SREs (%)

44

46

36

37

15

20

ค่า p

0.461

0.699

0.031

ค่าเฉลี่ยของอัตราการเกิด Skeletal morbidity
(จำนวน SRE ต่อปี)

1.13

1.40

0.62

0.66

0.47

0.71

ค่า p

0.197

0.712

0.018

ค่ากลางของเวลาที่เกิด SRE (วัน)

373

363

448

399

504

วัดค่ากลางไม่ได้**

ค่า p

0.322

0.658

0.019

* รวมถึง การแตกหักของ vertebral และ non-vertebral
** NR = วัดค่ากลางของเวลาที่เกิด SRE ไม่ได้ เนื่องจากอาจเกิด SRE หลังจากระยะเวลาการศึกษา (not reached)

ในการทดลองทางคลินิกของกลุ่มผู้ป่วยที่เกิด bone metastases หรือ osteolytic lesion พบว่ารูปแบบความปลอดภัยทั้งหมดในทุกกลุ่มการรักษา (กลุ่มที่ได้ยา Zoledronic acid 4 มก., pamidronate 90 มก. และยาหลอก) จะเหมือนกันทั้งชนิดและความรุนแรง

ผลการทดลองทางคลินิกในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงเนื่องจากเนื้องอก

จากการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง แสดงให้เห็นว่าผลของ zoledronic acid สามารถลดระดับแคลเซียมในซีรั่มและระดับแคลเซียมที่ขับออกทางปัสสาวะ

เพื่อให้เห็นผลการรักษาของยา Zometa เทียบกับยา pamidronate 90 มก. จึงได้รวบรวมผลการศึกษาจากสองการทดลองที่สำคัญซึ่งทำการศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงเนื่องจากเนื้องอก ซึ่งได้มีการวางแผนการวิเคราะห์ไว้ล่วงหน้า ผลที่ได้ปรากฏว่าผู้ป่วยที่ได้รับยา Zometa ในขนาด 4 มก. และ 8 มก. มีสัดส่วนในการตอบสนองอย่างสมบูรณ์ที่ดีกว่ายา pamidronate ในขนาด 90 มก. ในวันที่ 7 และวันที่ 10 ระดับแคลเซียมในซีรั่มเข้าสู่ปกติได้อย่างรวดเร็วในวันที่ 4 เมื่อได้รับยา Zometa ในขนาด 8 มก. และในวันที่ 7 ระดับแคลเซียมในซีรั่มเข้าสู่ปกติได้อย่างรวดเร็วกว่า pamidronate เมื่อได้รับยา Zometa ในขนาด 4 มก. และ 8 มก. อัตราการตอบสนองแสดงดังตารางข้างล่าง

สัดส่วนการตอบสนองอย่างสมบูรณ์ ณ วันต่างๆ ในผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงเนื่องจากเนื้องอก (HCM )

 

วันที่  4

วันที่  7

วันที่   10

Zometa 4 มก.
(จำนวนผู้ป่วย =  86  ราย)

45.3%  (p = 0.104)

82.6% (p = 0.005)*

88.4%  (p = 0.002)*

Zometa 8 มก.
(จำนวนผู้ป่วย =  90  ราย)

55.6% ( p = 0.021)*

83.3% (p = 0.010)*

86.7% (p = 0.015)*

Pamidronate 90 มก.
(จำนวนผู้ป่วย = 99 ราย)

33.3%

63.6%

69.7%

* ค่า p  แสดงถึงค่าทางสถิติที่เหนือกว่ายา pamidronate

ระยะเวลา (median time) ในการที่ระดับแคลเซียมกลับสู่ปกติคือ 4 วัน  ในวันที่ 10 กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยา Zometa จะมีอัตราการตอบสนองเท่ากับร้อยละ 87 – 88 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา pamidronate 90 มก. ซึ่งมีค่าเท่ากับร้อยละ  70  ระยะเวลาในการกลับมาเป็นซ้ำ (ระดับแคลเซียมใน albumin–corrected serum กลับสูงขึ้นมาจนมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 2.9 มิลลิโมล / ลิตร) คือ 30–40 วัน สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา Zometa  เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยา pamidronate 90 มก. มีค่าเท่ากับ 17 วัน จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าขนาดยาทั้ง 2 ขนาดของ Zometa ให้ผลที่ดีกว่ายา pamidronate 90 มก. ในแง่ของระยะเวลาในการกลับมาเป็นซ้ำ และพบว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างการให้ยาทั้ง 2 ขนาดของ Zometa
ในการทดลองทางคลินิกของกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงเนื่องจากเนื้องอก พบว่ารูปแบบความปลอดภัยทั้งหมดในทุกกลุ่มการรักษา (กลุ่มที่ได้ยา Zoledronic acid 4 มก., pamidronate 90 มก. และยาหลอก) จะเหมือนกันทั้งชนิดและความรุนแรง


6.2 คุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์ (pharmacokinetic properties)

ผู้ป่วยที่เป็น bone metastases จำนวน 32 รายที่ได้รับยา zoledronic acid ครั้งเดียว ในขนาด 2, 4, 8 หรือ 16 มก.  หยดเข้าหลอดเลือดเป็นเวลา 5 และ 15 นาที  พบว่าผลทางเภสัชจลนศาสตร์ไม่ได้ขึ้นกับขนาดของยาที่ได้รับ

หลังจากเริ่มหยดยา Zoledronic acid เข้าหลอดเลือดดำ ความเข้มข้นของยาในพลาสมาจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงระดับสูงสุด เมื่อสิ้นสุดการหยดยา หลังจากนั้น 4 ชม. ระดับยาจะลดลงอย่างรวดเร็วจนถึง 10% ของระดับสูงสุด และลดเหลือ < 1% ของระดับสูงสุด หลังจาก 24 ชม. และจะมีระดับยาต่ำมากไม่เกิน 0.1% ของระดับสูงสุด ก่อนได้รับยาครั้งที่ 2 ในวันที่ 28

การกำจัดยา zoledronic acid  ที่ให้ทางหลอดเลือดดำ  ผ่าน 3 ขั้นตอนคือ ขั้นการกำจัดอย่างเร็วจากระบบไหลเวียนโลหิตด้วย ค่าครึ่งชีวิตแอลฟ่า (t½a) ที่ 0.24  และเบต้า (t½b) ที่ 1.87 ชั่วโมง  แล้วตามด้วยขั้นการกำจัดอย่างช้าซึ่งมีค่าครึ่งชีวิตในการกำจัดยาขั้นสุดท้ายแกมม่า (t½g) ที่ 146 ชั่วโมง ไม่มีการสะสมของยาในพลาสมาหลังจากที่ได้รับยาทุกๆ 28 วัน zoledronic acid ไม่ถูกเมตาบอไลซ์ และถูกกำจัดทางไตในรูปไม่เปลี่ยนแปลง ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก พบว่าร้อยละ 39+16 ของขนาดยาที่ได้รับจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ส่วนยาที่เหลือส่วนใหญ่ยังคงจับกับเนื้อเยื่อของกระดูก  ตัวยาจะถูกปลดปล่อยจากเนื้อเยื่อกระดูกอย่างช้าๆ เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและถูกกำจัดโดยไต การขจัดยาของร่างกายทั้งหมดมีค่าเท่ากับ 5.04+2.5  ลิตร/ชั่วโมง  ทั้งนี้ไม่ขึ้นกับขนาดของยาที่ให้และไม่มีผลกระทบจากเพศ อายุ เชื้อชาติ และน้ำหนักตัว การเพิ่มระยะเวลาในการหยดยาเข้าหลอดเลือดดำจาก 5 นาทีเป็น 15 นาที ทำให้ความเข้มข้นของยา  zoledronic acid ในช่วงท้ายของการหยดยาลดลง 30% แต่ไม่มีผลต่อพื้นที่ใต้เส้นกราฟระหว่างความเข้มข้นของยาในพลาสมาและเวลา

ไม่มีข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์สำหรับการใช้ยา zoledronic acid  ในผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงหรือผู้ป่วยที่มีโรคตับ หรือผู้ป่วยที่ไตทำหน้าที่บกพร่องอย่างรุนแรง จากการศึกษาในหลอดทดลองพบว่า zoledronic acid  ไม่ได้ยับยั้งเอนไซม์  P450 ของมนุษย์ จึงไม่มีการเปลี่ยนรูปของยา และจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าน้อยกว่าร้อยละ  3  ของขนาดยาที่ให้จะพบอยู่ในอุจจาระ  ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเภสัชจลนศาสตร์ของยา zoledronic acid ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับ

จากการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็ง 64 ราย พบว่าการขจัดยา zoledronic acid ทางไตสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับการขจัดครีอะตินิน การขจัดยาทางไตเป็น 75+33% ของการขจัดครีอะตินินซึ่งมีค่าเฉลี่ยเป็น 84+29 มิลลิลิตรต่อนาที (อยู่ในช่วง 22-143 มิลลิลิตรต่อนาที) จากการวิเคราะห์ในกลุ่มประชากรแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่มีการขจัดครีอะตินิน 20 มิลลิลิตรต่อนาที (ไตทำหน้าที่บกพร่องอย่างรุนแรง) หรือ 50 มิลลิลิตรต่อนาที (ไตทำหน้าที่บกพร่องปานกลาง) จะสามารถทำนายค่าการขจัดยา zoledronic acid ได้เป็น 37% หรือ 72% ตามลำดับ ของผู้ป่วยที่มีการขจัดครีอะตินินเป็น 84 มิลลิลิตรต่อนาที ข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ในผู้ป่วยที่ไตทำงานไม่มีประสิทธิภาพอย่างรุนแรง (การขจัดครีอะตินิน น้อยกว่า 30 มิลลิลิตรต่อนาที) ยังมีจำกัด 

Zoledronic acid ไม่ชอบจับกับส่วนประกอบที่เป็นเซลล์ในเลือด และการจับกับโปรตีนในพลาสม่ามีค่าต่ำ (ประมาณร้อยละ 56) และไม่ขึ้นกับความเข้มข้นของยา zoledronic acid

6.3 ข้อบ่งใช้ (Indication)

  •  
    •  
      • ใช้รักษาผู้ป่วยมะเร็งที่มี bone metastases ที่เกิด osteolytic, osteoblastic หรือที่เกิดทั้งสองอย่างร่วมกัน และใช้รักษาผู้ป่วย multiple mycloma ที่เกิด osteolytic lesion ซึ่งได้รับการรักษาด้วยยารักษามะเร็งมาตรฐานร่วมด้วย
      • ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซี่ยมในเลือดสูงเนื่องจากเนื้องอก (Hypercalcaemia of malignancy, HCM)
      • ลดการเสื่อมสลายของกระดูกในผู้ป่วยที่มีมะเร็งกระจายไปที่กระดูก

6.4 การออกฤทธิ์ (pharmacological action)

6.5 ระยะเวลาที่เริ่มออกฤทธิ์ (onset of action)

6.6 ระยะเวลาในการออกฤทธิ์ (Duration of action)

6.7 อันตรกิริยาระหว่างยา (Drug interaction)

ในการศึกษาทางคลินิก ไม่พบปฏิกิริยาระหว่างยา เมื่อให้ยา Zometa ร่วมกับยาต้านมะเร็ง ยาขับปัสสาวะ ยาปฏิชีวนะและยาแก้ปวด จากการศึกษาในหลอดทดลอง zoledronic acid ไม่ชอบจับกับโปรตีนใน พลาสมาและไม่ยับยั้งเอนไซม์ P450 ของมนุษย์ (ดูในหัวข้อเภสัชจลนศาสตร์) แต่ก็ไม่มีการศึกษาทางคลินิกเพื่อยืนยัน ควรระมัดระวังเมื่อให้ยาบิสฟอสโฟเนทร่วมกับอะมิโนกลัยโคไซด์ เนื่องจากยาทั้ง 2 ชนิดอาจเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดลงเป็นระยะเวลานานกว่าที่ต้องการ ระหว่างการรักษาควรให้ความสนใจเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเกิดภาวะแมกนีเซียมในเลือดต่ำด้วย

7 ประสิทธิภาพในการรักษา (Therapeutic efficacy)

7.1 ขนาดยาและการให้ยา (Dosage & Administration)

          ผู้ป่วยที่มี bone metastases และผู้รักษาที่เกิด osteolytic lesion ขนาดที่ใช้ คือ 4 มิลลิกรัม โดยการละลายยา Zometa ในตัวทำละลายที่ให้แล้วเจือจางด้วยน้ำเกลือ 0.9% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรหรือสารละลายกลูโคส 5% โดยน้ำหนักต่อปริมาตร จำนวน 100 มิลลิลิตร แล้วหยดเข้าหลอดเลือดดำครั้งเดียวเป็นเวลนาน 15 นาที ทุกๆ 3 – 4 สัปดาห์
ผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซี่ยมในเลือดสูงมากกว่าหรือเท่ากับ 12 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือ 3 มิลลิโมล/ลิตร ควรได้ยา Zometa ขนาด 4 มิลลิกรัม โดยละลาย Zometa ในตัวละลายที่ให้กับกล่อง แล้วเจือจางด้วยน้ำเกลือ 0.9% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรหรือสารละลายกลูโคส 5% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรจำนวน 100 มิลลิลิตร แล้วหยดเข้าหลอดเลือดดำครั้งเดียวเป็นเวลานาน 15 นาที ก่อนให้ Zometa ควรแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ขาดน้ำ เพื่อมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับน้ำเพียงพอ

7.2 ข้อมูลการเตรียมยารวมทั้งความเข้ากันได้ของยาและสารละลาย (Compatibility profile)

สารละลายยาเข้มข้น Zometa 4 มิลลิกรัม/5 มิลลิลิตร สำหรับหยดเข้าหลอดเลือดดำ จะใช้สำหรับหยดเข้าหลอดเลือดดำเท่านั้น ก่อนที่จะให้ยา ต้องเจือจางสารละลายยาเข้มข้น 5 มิลลิลิตร จาก 1 ขวดไวแอล ด้วยสารละลายที่ปราศจากแคลเซียม (น้ำเกลือ 0.9% โดยน้ำหนักต่อปริมาตร หรือสารละลายกลูโคส 5% โดยน้ำหนักต่อปริมาตร) จำนวน 100 มิลลิลิตร ถ้าผสมแล้วนำเข้าตู้เย็น ก่อนใช้ต้องตั้งไว้ให้มีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้อง (ดูหัวข้อ ขนาดยาและการบริหารยา)

หมายเหตุ Zometa ควรเก็บไว้ในที่ที่เด็กเอื้อมไม่ถึงและมองไม่เห็น

การเตรียมและการบริหารยา Zometa :

  • การเตรียมสารละลายยา Zometa  4 มิลลิกรัม สำหรับหยดเข้าหลอดเลือดดำ ต้องเจือจางสารละลายยาเข้มข้น (5 มิลลิลิตร) ด้วยสารละลายหยดเข้าหลอดเลือดที่ปราศจากแคลเซียม 100 มิลลิลิตร ถ้าต้องการขนาดยาต่ำกว่านี้ ให้ดูดปริมาณที่เหมาะสมตามตารางข้างล่าง แล้วเจือจางด้วยสารละลายหยดเข้าหลอดเลือด 100 มิลลิลิตร เพื่อหลีกเลี่ยงการไม่เข้ากันของยา สารละลายหยดเข้าหลอดเลือดที่ใช้เจือจางต้องเป็นน้ำเกลือ 0.9% โดยน้ำหนักต่อปริมาตร หรือสารละลายกลูโคส 5% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ต้องไม่ผสมสารละลายยาเข้มข้น Zometa ด้วยสารละลายที่มีแคลเซียม เช่น สารละลายริงเกอร์

คำแนะนำในการเตรียม Zometa ในขนาดที่ลดลง

ให้ดูดปริมาณของสารละลายเข้มต้นที่เหมาะสมตามที่ต้องการ ดังนี้
4.4 มิลลิลิตร          สำหรับยาขนาด 3.5 มิลลิกรัม
4.1 มิลลิลิตร          สำหรับยาขนาด 3.3 มิลลิกรัม
3.8 มิลลิลิตร          สำหรับยาขนาด 3.0 มิลลิกรัม

  • หลังจากการเตรียมยา ควรใช้สารละลาย Zometa สำหรับหยดเข้าหลอดเลือดดำ ที่เตรียมได้ทันที ถ้าสารละลายนั้นไม่ได้ใช้ทันที  การเก็บรักษาก่อนใช้ควรอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ให้ยา และควรเก็บในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 2–8 องศาเซลเซียส และเมื่อจะนำมาใช้ควรตั้งไว้จนสารละลายเท่ากับอุณหภูมิห้องก่อนใช้ยา
  • ระยะเวลาทั้งหมดในการทำให้เจือจาง  การเก็บในตู้เย็น  และการให้ยาจนเสร็จสิ้นต้องไม่เกิน  24  ชั่วโมง
  • ให้สารละลายยา Zometa  โดยหยดเข้าหลอดเลือดดำครั้งเดียวนาน 15 นาที ก่อนให้ Zometa ควรแน่ใจว่าผู้ป่วยไม่ขาดน้ำโดยต้องมีการตรวจสอบสภาวะการไม่ขาดน้ำในผู้ป่วยก่อนและหลังจากให้ยา Zometa เพื่อมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับน้ำเพียงพอ
  • การศึกษาความไม่เข้ากันของยาในขวดแก้ว  ชนิดของถุงและสายบรรจุน้ำยาหยดเข้าหลอดเลือดที่ทำจากโพลีไวนิลคลอไรด์ โพลีเอทธิลลีน และโพลีโพรพิลิน (ที่มีน้ำเกลือ 0.9% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรหรือสารละลายกลูโคส 5% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรอยู่) ปรากฏว่าไม่พบความไม่เข้ากันกับยา Zometa

·    เนื่องจากไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับความไม่เข้ากันของยา Zometa กับยาอื่นๆ ที่ให้ทางหลอดเลือดดำ จึงต้องไม่นำยา Zometa ไปผสมกับยาอื่นๆ และควรให้ยาโดยการแยกสายบรรจุน้ำยาหยดเข้าหลอดเลือดเสมอ

7.3 การใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มพิเศษ

  1.  

      1. การใช้ยาในเด็ก ยังไม่มีรายงาน

      2. การใช้ยาในหญิงมีครรภ์ ให้นมบุตร

                ในการศึกษาผลต่อระบบสืบพันธุ์ในสัตว์ทดลอง โดยฉีด zoledronic acid เข้าใต้ผิวหนังหนู (rat) และกระต่าย พบว่าเกิดความผิดปกติในการพัฒนาโครงสร้างอวัยวะของตัวอ่อนในครรภ์ เมื่อให้ยาในขนาดมากกว่าหรือเท่ากับ  0.2 มก. / น้ำหนักตัวหนู 1 กก. ส่วนในกระต่ายไม่พบความผิดปกติของตัวอ่อนในครรภ์ หรือความเป็นพิษต่อตัวอ่อน แต่พบความเป็นพิษต่อมารดา ไม่ควรใช้ยานี้ระหว่างตั้งครรภ์เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ที่เพียงพอในการใช้ยา Zometa ในสตรีที่ตั้งครรภ์ เว้นแต่ประโยชน์ที่ได้รับสำหรับมารดามากกว่าความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับทารก
ยังไม่ทราบว่า zoledronic acid ถูกขับออกทางน้ำนมของมนุษย์หรือไม่ จึงไม่ควรใช้ Zometa ในสตรีที่ให้นมบุตรโดยปกติบิสฟอสโฟเนทถูกดูดซึมได้น้อยในทางเดินอาหาร นอกจากนี้ยังพบว่าบิสฟอสโฟเนทในน้ำนมที่ถูกขับออกมาในรูปสารเชิงซ้อนของบิสฟอสโฟเนทกับแคลเซียมก็ไม่สามารถถูกดูดซึมได้เช่นกัน

  1.  

      3. การใช้ยาในผู้ป่วยสูงอายุ

      4. การใช้ยาในผู้ป่วยโรคตับหรือไตวาย

    ขนาดที่แนะนำในการรักษาผู้ป่วยที่มี bone metastases และผู้ป่วยที่เกิด osteolytic lesions คือ 4 มิลลิกรัม โดยการละลายยา Zometa ในตัวทำละลายที่ให้ แล้วเจือจางด้วยน้ำเกลือ 0.9% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรหรือสารละลายกลูโคส 5% โดยน้ำหนักต่อปริมาตร จำนวน 100 มิลลิลิตร แล้วหยดเข้าหลอดเลือดดำครั้งเดียวเป็นเวลานาน 15 นาที ทุกๆ 3-4 สัปดาห์
    ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงเนื่องจากเนื้องอก
    ขนาดที่แนะนำในผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (ค่า albumin – corrected serum calcium มากกว่าหรือเท่ากับ 12.0 มิลลิกรัม / เดซิลิตร หรือ 3.0 มิลลิโมล / ลิตร) คือ 4 มิลลิกรัม โดยการละลายยา Zometa ในตัวทำละลายที่ให้ แล้วเจือจางด้วยน้ำเกลือ 0.9% โดยน้ำหนักต่อปริมาตรหรือสารละลายกลูโคส 5% โดยน้ำหนักต่อปริมาตร จำนวน 100 มิลลิลิตร แล้วหยดเข้าหลอดเลือดดำครั้งเดียวเป็นเวลานาน 15 นาที ผู้ป่วยต้องได้รับน้ำเพียงพอก่อนและหลังจากการได้รับยา Zometa ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดยา ในผู้ป่วยที่ไตทำหน้าที่บกพร่องอย่างอ่อนถึงปานกลาง ก่อนที่จะเริ่มการรักษา (ผู้ป่วยที่มีค่าครีอะตินินในซีรั่มน้อยกว่า 400 ไมโครโมล/ลิตร หรือน้อยกว่า 4.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือค่าการขจัดครีอะตินินที่ได้จากการคำนวณ โดยใช้สูตร Cockcroft-Gault มากกว่าหรือเท่ากับ 30 มล./นาที) ดูข้อ 10

8. ผลไม่พึงประสงค์

  1.  
    1. อาการไม่พึงประสงค์ในการใช้ยา(Adverse Drug Reaction)

                ความถี่ของอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา Zometa 4 มก. ส่วนใหญ่ได้มาจากข้อมูลของการรักษาแบบต่อเนื่อง อาการข้างเคียงที่เกิดจากยา Zometa มักไม่รุนแรงและเป็นชั่วคราวเหมือนกับรายงานที่พบในกลุ่มยาบิสฟอสโฟเนทอื่นๆ อาการข้างเคียงเหล่านั้นอาจคาดเดาได้ว่าเกิดประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่ได้รับยา Zometa หรือ pamidronate 90 มก. การให้ยาฉีดเข้าหลอดเลือดดำส่วนใหญ่มักจะเกิดอาการคล้ายเป็นไข้หวัด ประมาณ 9% ของผู้ป่วย รวมถึงอาการปวดกระดูก มีไข้ เหนื่อยล้า และเกร็ง ในผู้ป่วยบางรายประมาณ 3% อาจเกิดอาการปวดกระดูกและกล้ามเนื้อ
อาการที่พบน้อย: พบผู้ป่วยประมาณ 20% ที่มีการกำจัดแคลเซียมออกจากไตลดลง ร่วมกับการเกิดระดับฟอสเฟตในซีรั่มลดต่ำลง  ซึ่งไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา และพบผู้ป่วยประมาณ 3% ที่มีระดับแคลเซียมในซีรั่มอาจลดลงถึงภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำแบบไม่มีอาการ
มีรายงานว่าพบอาการของระบบทางเดินอาหาร  เช่น   คลื่นไส้ (5.8%) และอาเจียน (2.6%) หลังจากได้รับยา Zometa หยดเข้าหลอดเลือดดำ บางครั้งพบผู้ป่วยน้อยกว่า 1% ที่เกิดปฏิกิริยาเฉพาะที่บริเวณที่หยดยาเข้าหลอดเลือด  เช่น แดงหรือบวม และ/หรือปวด
มีรายงานพบผู้ป่วย 1.5% ที่ได้รับยา Zometa 4 มก. เกิดอาการเบื่ออาหาร
อาการที่พบน้อย: พบน้อยรายที่มีผื่น หรือลมพิษ มีรายงานพบผู้ป่วยประมาณ 1% ที่เกิดเยื่อบุตาอักเสบได้เช่นเดียวกับบิสฟอสโฟเนทตัวอื่นๆ  
มีบางรายงานพบว่าไตทำหน้าที่บกพร่อง (1.2%) แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของผู้ป่วยก็อาจเป็นตัวช่วยทำให้เกิดไตทำหน้าที่บกพร่องด้วย

ในผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดสูงเนื่องจากเนื้องอก ความถี่บ่อยของอาการข้างเคียงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาซ้ำด้วยยาในขนาด 8 มก. จะเหมือนกับผู้ป่วยที่ได้รับยาขนาด 4 มก. อย่างต่อเนื่อง ยกเว้นในรายที่ไตทำหน้าที่บกพร่อง (3.1%) และภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (6%) จะพบอาการข้างเคียงซึ่งจะสูงกว่าเล็กน้อย อันเนื่องมากจากปัจจัยเสี่ยงอื่นของผู้ป่วยในกลุ่มนี้เอง

  1.  
    1. การได้รับยาเกินขนาด (Over dose)

ไม่มีประสบการณ์ของยา Zometa ต่อการเกิดพิษอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่ได้รับขนาดยาสูงเกินกว่าที่แนะนำ  ควรติดตามอย่างใกล้ชิด ในกรณีที่มีภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำแบบแสดงอาการทางคลินิกชัดเจน  อาจให้แคลเซียม กลูโคเนทหยดเข้าหลอดเลือดดำ

  1. ข้อห้ามในการใช้ยา (Contraindication)

ยังไม่มีข้อมูลในผู้ป่วยที่การทำงานของไตบกพร่องรุนแรง (serum creatinine > 4.5 mg/dl) จึงยังไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าว
ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่แพ้ยา Zoledronic Acid หรือแพ้ยากลุ่มบิสฟอสโพเนทอื่นๆ หรือแพ้ส่วนประกอบในสูตรตำรับ

  1. ข้อปฏิบัติระหว่างการใช้ยาและการติดตามผล (Patient information and monitoring)

ในผู้ป่วยที่มีการกระจายของมะเร็งไปที่กระดูก และมีการทำงานของไตบกพร่องเล็กน้อยถึงปานกลางก่อนการรักษา ซึ่งมีค่า CrCl 30-60 มิลลิลิตร/นาที แนะนำให้ใช้โซมีตาในขนาดต่อไปนี้ (ดูหัวข้อคำเตือนพิเศษและข้อควรระวังการใช้)

ค่าการขจัดครีตินิน (มิลลิลิตร/นาที)

ขนาด Zometa ที่แนะนำ

>60

4 มิลลิกรัม

50-60

3.5* มิลลิกรัม

40-49

3.3* มิลลิกรัม

30-39

3.0* มิลลิกรัม

* ขนาดยานี้คำนวณจากเป้าหมายค่า AUC ที่ 0.66 (มิลลิกรัม/ชั่วโมง/ลิตร) 1 CrCl = 75 มิลลิลิตร/นาที) ขนาดที่ลดลงในผู้ป่วยไตบกพร่องนี้คาดว่าจะให้ค่า AUC  เหมาะกับผู้ป่วยที่มีการขจัดครีตินิน 75 มิลลิลิตร/นาที)
ควรเฝ้าระวังการทำงานของไต เช่นเดียวกับยากลุ่มบิลฟอสโฟเนตอื่นๆ ควรตรวจวัดครีตินินในเลือดก่อนให้ Zometa แต่ละครั้ง หากการทำงานของไตแย่ลงควรงดยาขนานนั้นไปก่อน ในการศึกษาทางคลินิกการเสื่อมของไตมีนิยามดังนี้
ผู้ป่วยที่มีค่าครีตินินก่อนรักษาปกติ (<1.4 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) ค่าครีตินินเพิ่มขึ้น >0.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ผู้ป่วยที่มีค่าครีตินินก่อนรักษาผิดปกติ (>1.4 มิลลิกรัม/เดซิลิตร) ค่าครีตินินเพิ่มขึ้น >1.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ในการศึกษาทางคลินิก จะเริ่มให้การรักษาด้วย Zometa อีกครั้ง เมื่อค่าครีตินินกลับมาอยู่ในช่วงบวกลบร้อยละ 10 ของค่าก่อนรักษา (ดูหัวข้อคำเตือนพิเศษและข้อควรระวังการใช้) ควรเริ่มยาโซมีตาในขนาดเดิมก่อนหยุดยา

คำแนะนำในการการเตรียมยาโซมีตาที่ลดขนาดลง

ให้ดูดยาในขนาดที่เหมาะสมจากสารละลายเข้มข้นดังนี้
4.4 มิลลิลิตร สำหรับขนาด 3.5 มิลลิกรัม
4.1 มิลลิลิตร สำหรับขนาด 3.3 มิลลิกรัม
3.8 มิลลิลิตร สำหรับขนาด 3.0 มิลลิกรัม

ขนาดของสารละลายเข้มข้นที่ดูดออกมานี้ จะต้องเจือจางในน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (0.9%  NaCl) 100 มิลลิลิตร หรือสารละลายกลูโคส 5% 100 มิลลิลิตร และให้ทางหลอดเลือดดำครั้งเดียวในเวลาอย่างน้อย 15 นาที
ผู้ป่วยต้องได้รับการตรวจสอบสภาวะการไม่ขาดน้ำก่อนจะให้ยา Zometa เพื่อมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับน้ำเพียงพอ
ควรมีการติดตามพารามิเตอร์มาตรฐานของสารในร่างกาย ที่เกี่ยวข้องกับภาวะแคลเซียมในเลือดสูง  ได้แก่ระดับแคลเซียม ฟอสเฟต  แมกนีเซียม รวมถึงครีอะตินินในซีรั่มอย่างใกล้ชิด  หลังจากได้รับการรักษาด้วย Zometa  ในครั้งแรก
ถ้าผู้ป่วยเกิดมีระดับแคลเซียม ฟอสเฟต หรือแมกนีเซียมในเลือดต่ำ อาจจำเป็นต้องให้การรักษาเสริมเพื่อแก้ไขภาวะที่เกิดขึ้นนั้นในระยะเวลาสั้นๆ ผู้ที่มีภาวะแคลเซียมสูงมักมีการทำงานของไตบกพร่อง จึงควรประเมินการทำงานของไตอย่างใกล้ชิด

ผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมสูงในเลือดจากเนื้องอก และมีหลักฐานของการเสื่อมของไต ควรจะประเมินอย่างเหมาะสมถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการให้ยา Zometa ต่อไปหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
การตัดสินใจที่จะรักษาผู้ป่วยที่มีมะเร็งกระจายไปที่กระดูกเพื่อลดการเสื่อมสลายของกระดูกนั้นจะเริ่มเห็นผลการรักษาใน 2-3 เดือน
การใช้ยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนตพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับรายงานการเกิดไตทำหน้าที่บกพร่อง ปัจจัยที่ทำให้เกิดไตทำหน้าที่เสื่อมลง ได้แก่ ภาวะร่างกายขาดน้ำ ผู้ที่ไตทำหน้าที่บกพร่องอยู่ก่อนแล้ว ผู้ที่ได้รับยา Zometa หรือยาบิสฟอสโฟเนทอื่นหลายครั้ง หรือยาที่มีพิษต่อไตอย่างต่อเนื่อง หรือใช้เวลาในการหยดยาเข้าหลอดเลือดดำสั้นกว่าที่แนะนำ ถึงแม้ว่าความเสี่ยงจะลดลงเมื่อให้ยาโซมีตาขนาด 4 มิลลิกรัม ในเวลามากกว่า 15 นาที การเสื่อมของไตอาจยังเกิดขึ้นได้

แม้ว่าจะพบไม่บ่อย แต่อาจเกิดการเพิ่มขึ้นของค่าครีอะตินินในซีรั่มได้ในผู้ป่วยที่ได้รับยา Zometa ในขนาดที่แนะนำอย่างต่อเนื่อง ควรติดตามการทำหน้าที่ของไตโดยวัดระดับคริอะตินินอย่างเหมาะสม ก่อนให้การรักษาด้วยยา Zometa แต่ละครั้ง  ในผู้ป่วยที่มีการกระจายของมะเร็งไปที่กระดูกและไตเสื่อมน้อยถึงปานกลาง ควรใช้ Zometa ในขนาดที่ลดลง  หากการทำงานของไตแย่ลงระหว่างการรักษา ควรงดยานี้ จะเริ่มให้ยาอีกครั้ง เมื่อค่าครีอะตินินกลับมาอยู่ในเชิงบวก 10% ของค่าเดิม (ดูหัวข้อ ขนาดและวิธีใช้)

เมื่อพิจารณาการทำงานของไตในกลุ่มยาบิสฟอสโฟเนท ซึ่งรวมถึงยา Zometa พบว่ายังขาดข้อมูลความปลอดภัยในการใช้ยานี้ทางคลินิกในกลุ่มผู้ป่วยที่ไตทำหน้าที่บกพร่องอย่างรุนแรงที่ค่าปกติ (ค่าครีอะตินินในซีรั่มมากกว่า 400 ไมโครโมล/ลิตร หรือมากกว่า 4.5 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ป่วยที่มีภาวะแคลเซียมสูงจากเนื้องอกและ > 265 ไมโครโมล/ลิตร หรือ 3.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ป่วยมะเร็งที่มีการกระจายไปที่กระดูก) และมีข้อมูลทางเภสัชจลนศาสตร์ที่จำกัดในผู้ป่วยกลุ่มนี้ (ค่าขจัดครีอะตินินน้อยกว่า 30 มิลลิลิตร/นาที) จึงไม่แนะนำให้ใช้ยา Zometa ในผู้ป่วยกลุ่มนี้

เนื่องจากข้อมูลการศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยที่ตับทำหน้าที่บกพร่องอย่างรุนแรงมีอยู่จำกัด จึงไม่มีคำแนะนำพิเศษสำหรับการใช้ยาในผู้ป่วยกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงการได้น้ำมากเกินไปในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลว
ยังไม่มีการศึกษาถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพของยา Zometa ในกลุ่มผู้ป่วยเด็ก

มีรายงานการเกิดการตายของกระดูกกราม (osteonecrosis) ในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาซึ่งประกอบด้วยบิสฟอสโฟเนท ผู้ป่วยหลายรายได้รับเคมีบำบัดและคอร์ติโคสเตอรอยด์ร่วมด้วย รายงานผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับการทำฟัน เช่น ถอนฟัน ผู้ป่วยหลายรายมีอาการแสดงของการติดเชื้อเฉพาะที่ เช่นกระดูกติดเชื้อ (osteomyelitis)
ควรพิจารณาตรวจฟัน โดยมีการทำทันตกรรมเชิงป้องกัน ก่อนที่จะรักษาด้วยบิสฟอสโฟเนท ในผู้ป่วยที่มีหลายปัจจัยเสี่ยง (เช่นมะเร็ง, เคมีบำบัด, คอร์ติโคสเตอรอยด์, ทันตอนามัยที่ไม่ดี)

ขณะที่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการของฟันที่รุนแรง หากเป็นไปได้สำหรับผู้ป่วยที่เกิดการตายของกระดูกกรามขณะได้รับบิสฟอสโฟเนท การผ่าตัดฟันจะกระตุ้นให้ภาวะนี้แย่ลงในผู้ป่วยที่ต้องทำฟัน ยังไม่มีข้อมูลที่แสดงว่าการหยุดบิสฟอสโฟเนทจะลดอัตราเสี่ยงของการเกิดการตายของกระดูกกราม แพทย์ควรให้การตัดสินใจทางคลินิกในการวางแผนการรักษาผู้ป่วยแต่ละรายตามการประเมินความเสี่ยงและประโยชน์ที่ได้

  1. ข้อมูลการจำหน่าย( Package and Price) Zometa : 4 มก/5 มล. บรรจุในกล่อง กล่องละ 1 vial ราคา   11,600    บาท  (ไม่รวม VAT)
  2. ข้อมูลรายงานการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial Study ): ตามรายงานที่แนบ
  3. ข้อมูลการศึกษาชีวสมมูล (Bioequivalence study) : ไม่มี
  4. ข้อมูลเปรียบเทียบกับยาที่มีอยู่แล้วในเภสัชตำรับโรงพยาบาล : ตามรายงานที่แนบ
  5. สรุปจุดเด่นของยาที่เสนอเข้าโรงพยาบาล : ตามรายงานที่แนบ
  6. ข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม
  7. เอกสารอ้างอิง
  8. ผู้จัดเตรียมข้อมูล วันที่จัดเตรียมข้อมูล : ภก.ชลากร ชนาทิตรัตน์

17 กรกฎาคม 2549

Comparative data

 

 

Pamidronate

Zoledronic acid

Potency relative to Etidronate (1)

1,000

100,000

Approve Indication by US FDA(2)

 

 

    Hyper Calcemia  of Malignancy* (HCM)

Yes 5

Yes 5

    Breast

Yes 5

Yes 5

    Multiple Myeloma

Yes 5

Yes 5

    Prostate cancer

No 5

Yes 5

    Lung Cancer

No 5

Yes 5

    Other Solid tumors

No 5

Yes 5

Dosage Form

IV infusion

IV infusion

Infusion time (min)

120 – 240

15

Safety Profile(1)

Not different

Not different

Dosage recommendations

 

 

    Bony Metastasis

90 mg  (monthly) 1,5

4 mg (monthly) 1,5

    HCM

90 mg

4 mg

Duration for controlling HCM(3)

17 Days

31 Days

Head to Head comparison(4)

Inferior results to Zometa in HCM
Inferior results to Zometa in Breast cancer

Better than Aredia in HCM 3
Better than Aredia in Breast Cancer 4 (-20% RR in developing new SRE by multiple event analysis)

Price per month

12,519 baht

12,412 baht

Ref.

  1. Jame R. Berenson et al. American Society of Clinical Oncology Clinical Practice Guideline. J Clin Oncol. 2002.;20:3719-3736.
  2. Approval accepting letter from US FDA
  3. P.Major et al.Zoledronic acid is superior to Pamidronate in the Treatment of Hyper Calcemia of Malignancy: A Pool Analysis of Two Randomized Clinical Trials. J Clin Oncol.2001;15: 558-567.
  4. Robert E.Coleman , et al. Breakthroughs in Oncology: Setting New Standards in Bisphosphonate Therapy, Am J Clin Oncol.2002;25 (suppl 6) :S1-S38.
  5. Anna Ibrahim et al. Approval Summary for Zoledronic Acid for Treatment of Multiple Myeloma and Cancer Bone Metastases. Clin Can Res.2003.9:2394-99.

Comparative data

 

 

Clodronate

Zoledronic acid

Potency relative to Etidronate (1)

10

100,000

Approve Indication by US FDA(2)

 

 

    Hyper Calcemia  of Malignancy* (HCM)

No 3

Yes 3

    Breast

No 1,2,3

Yes 1,2,3

    Multiple Myeloma

No 1,2,3

Yes 1,2,3

    Prostate cancer

No 4

Yes 4

    Lung Cancer

No 4

Yes 4

    Other Solid tumors

No 4

Yes 4

Dosage Form

Oral

IV infusion

Infusion time (min)

----

15 mins

Caution before admin

Empty stomach with up right position

 

----

Safety Profile(1)

GI side effect

No GI side effect , contraindicated in serum creatinine >3 mg/dL

Dosage recommendations

 

 

    Bony Metastasis

1600 mg  (daily) 3

4 mg (monthly) 3

    HCM

-----

4 mg

ASCO guideline for Breast Cancer

No 1,2,3

Yes 1,2,3

ASCO guideline for Multiple Myeloma

No 2

Yes 2

Price per month

9,000 baht

12,412 baht

Ref.

  1. Bruce E. Hillner et al. American Society of Clinical Oncology Clinical Practice Guideline on Role of Bisphosphonate in Breast Cancer. J Clin Oncol. 2000.;18:1378-1391.
  2. James R. Berenson et al. American Society of Clinical Oncology Clinical Practice Guideline on Role of Bisphosphonate in Multiple Myeloma. J Clin Oncol. 2002.;20:3719-3736
  3. Bruce E. Hillner et al. American Society of Clinical Oncology Clinical Practice Guideline on Role of Bisphosphonate in Breast Cancer. J Clin Oncol. 2003.;21.
  4. Anna Ibrahim et al. Approval Summary for Zoledronic Acid for Treatment of Multiple Myeloma and Cancer Bone Metastases. Clin Can Res.2003.9:2394-99.



Official Partners